X-Plane เครื่องบินโดยสารความเร็วเหนือเสียงจาก NASA

X-Plane เครื่องบินโดยสารความเร็วเหนือเสียงจาก NASA

            หลายคนยังคงจำเครื่องบินที่ชื่อคองคอร์ด (Concorde) กันได้ดี ในฐานะเครื่องบินเชิงพาณิชย์ความเร็วเสียงที่ร่ำลือกันว่าเร็วและปลอดภัยที่สุดเท่าที่โลกใบนี้เคยมีมา ก่อนที่จะถูกปลดประจำการลงไปภายในปี 2003 ด้วยเหตุผลหลายประการ โดยล่าสุดมีรายงานว่า NASA กำลังจะนำโครงการบินทะลุกำแพงเสียงกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ภายใต้ชื่อโครงการว่า X-Plane

เร็วกว่าเครื่องบินปกติถึงสองเท่า และไร้ซึ่งผลกระทบจาก SONIC BOOM

สำนักข่าว Bloomberg เผยว่า NASA ได้ออกแบบเครื่องบินความเร็วเสียง (ความเร็ว 1235 กม./ชม. ขึ้นไป) รูปแบบใหม่ขึ้นมาเพื่อใช้ในการโดยสารเชิงพาณิชย์ มีความเร็วยางกว่าเครื่องบินโดยสารธรรมดาถึง 2 เท่า และแทบจะปราศจากผลกระทบของปรากฏการณ์ sonic boom อันเกิดจากการบินด้วยความเร็งสูง โดยทาง NASA จะเข้าหารือกับบริษัทผลิตเครื่องบินรายใหญ่ในอเมริกาเพื่อผลิต X-Plane รุ่นทดสอบขึ้นมา ในเดือนสิงหาคมที่จะนี้ โดยคาดการณ์เอาไว้ว่าทุกอย่างจะแล้วเสร็จภายใน 5 ปีนับจากนี้ ภายใต้งบประมาณ 400 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 13000 ล้านบาท

ความปลอดภัยต้องมาก่อนการทำความเร็วเสมอ

สำหรับโครงการ X-Plane จะไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การทำความเร็วในการบิน เพราะเครื่องบินเชิงพาณิชย์ความเร็วเหนือเสียงนั้นมีมานานมากแล้ว (เครื่องบินคองคอร์ด) แต่ทาง NASA จะเน้นไปที่การลดผลกระทบจากปรากฏการณ์ sonic boom ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อเมื่อวัตถุ (กรณีนี้คือเครื่องบิน) ที่ไต่ระดับความเร็วไปจนทะลุกำแพงเสียง ส่งผลให้มวลอากาศโดยรอบวัตถุแหวกออกจากกันและไหลกลับอย่างรวดเร็ว จนเกิดการปะทะกันขึ้น กลายเป็นการสั่นสะเทือนของคลื่นอากาศ หรือที่เรียกว่า shock wave ถ้าหากบินอยู่ในระดับต่ำกว่า คลื่น shock wave ก็จะส่งผลกระทบต่อชุมชนที่อาศัยอยู่เบื้องล่างในทันที ทั้งเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ข้าวของตก กระจกแตก สร้างความเดือดร้อนกันไปหมด ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เครื่องบินความเร็วเหนือเสียงถูกแบนในอเมริกาไปโดยปริยาย เมื่อปี 1973

Peter Coen ทีมนักพัฒนาจากโครงการ X-Plane เปิดเผยกับ Bloomberg ว่า พวกเขาตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องลดเสียงดังของ sonic boom ให้เหลือเพียงแค่ 60 – 65 dBa (A-เวจท์ เดซิเบล) ซึ่งมีระดับความดังเทียบเท่ากับเสียงรถสปอร์ต ที่วิ่งอยู่บนทางหลวงเท่านั้น

ซึ่งทาง NASA วางแผนจะทดสอบ X-Plane ขึ้นภายในปี 2022 ที่จะถึงนี้ และพร้อมจะแบ่งปันการดีไซน์และผลการทดสอบให้กับผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ต่าง ๆ ต่อไป เพื่อเป็นการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยี supersonic พร้อมทั้งทำให้การบินด้วยความเร็วเหนือเสียงมีราคาที่ถูกลง จนกระทั่งสามารถเปิดให้บริการแก่คนทั่วไปได้ โดยส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด